ก้าวแรกบนสังเวียน

บัวขาวเล่าให้ฟังว่า ชีวิตวัยเด็กของเขาเติบโต และได้รู้จักกับกีฬามวยไทยครั้งแรกที่บ้านเกิดจังหวัดสุรินทร์ ในตอนนั้นมวยไทยเป็นกีฬายอดฮิตของเด็ก ๆ ในชนบท เมื่อไรก็ตามที่มีงานวัดก็มักจะมีการจัดชกมวยด้วยทุกครั้ง เด็กชายบัวขาวในวัย 8 ขวบจึงมีโอกาสได้ดูการชกมวยบนเวทีครั้งแรกในงานวัด และประทับใจจนอยากเห็นตัวเองขึ้นไปอยู่บนเวทีอย่างนั้นบ้างสักครั้ง

“จุดเริ่มต้นของการอยากชกมวยของผมมันมาจากตอนที่ได้เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ ต่างหมู่บ้านไปชกมวยในงานวัด ตอนนั้นผมประทับใจมากที่เห็นมีคนมาดูมวยกันเยอะ และเห็นคนดูเขาเชียร์กันสนุกมาก ผมเห็นนักมวยรุ่นพี่คนหนึ่งเขาเก่ง และเด่นมาก ผมดูเขาชกแล้วก็อยากเป็นเหมือนเขา อยากขึ้นไปบนเวที อยากให้คนเชียร์เราบ้าง หลังจากนั้นก็เลยไปขอซ้อมกับรุ่นพี่คนนี้ และสนใจมวยไทยมากขึ้นเรื่อยๆ”

“พอมีโอกาสได้ขึ้นเวทีชกมวยแถวบ้านเลยอยากลองดูสักครั้ง สังเวียนแรกที่ผมได้ชกจึงเริ่มขึ้นตอนแปดขวบ ความรู้สึกตอนที่ได้ขึ้นเวทีครั้งแรกคือมันรู้สึกดีมาก รู้สึกชอบเลย และรู้สึกคุ้มค่ามากที่เราพยายามมาอยู่ตรงนี้ ตอนนั้นผมยังไม่รู้หรอกกว่าวันนั้นจะแพ้หรือชนะ ตอนที่ได้ประกบคู่ชกมันคือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก ผมตั้งใจมาขึ้นชก และได้เป็นฝ่ายชนะด้วย นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ”

หลังจากการขึ้นชกแมตช์นั้น ทำให้บัวขาวตกหลุมรักมวยไทยเข้าอย่างจัง เขากลับไปตั้งใจฝึกซ้อม และออกตระเวนชกมวยตามงานต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ จนเริ่มเป็นที่รู้จักของแฟนมวยในจังหวัดมากขึ้น

ก้าวต่อเพื่อตามฝัน

จุดพลิกผันของบัวขาวมาถึงตอนอายุ 15 ปี ขณะนั้นเขากำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และต้องเลือกเส้นทางใหม่ให้ชีวิต ด้วยความสนิทกับคุณแม่มากที่สุด คุณแม่ของเขาได้ให้คำแนะนำว่าให้เลือกสิ่งที่เขาถนัดที่สุดในตอนนั้น เพราะเชื่อว่าเขาจะทำได้ดีแน่ๆ หลังจากนั้นไม่นานคุณแม่ของบัวขาวก็เสียชีวิต จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเลือกจริงจังกับการเป็นนักมวยอาชีพมากขึ้น และเดินทางเข้าอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อวิ่งเข้าหาโอกาส และทำตามฝันของตัวเอง

บัวขาวติดตามเพื่อนนักมวยเข้ามาอยู่ที่ค่าย ป.ประมุข ซึ่งเป็นค่ายที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงการมวย เขาตระเวนชกในเวทีมาตรฐานอยู่หลายเวที เช่น ลุมพินี ราชดำเนิน อ้อมน้อย ฯลฯ จนเริ่มเป็นที่รู้จักเพราะแฟนมวยจดจำสไตล์การชกที่ดุดัน และรุนแรงของเขา จนกระทั่งปี 2004 เขาได้โอกาสออกไปชกต่างประเทศครั้งแรกในการแข่งขัน K-1 World MAX champion ที่ประเทศญี่ปุ่น เขาเอาชนะนักมวยต่างชาติจนได้แชมป์ในครั้งนี้มาครอง และทำให้ชื่อของบัวขาว ป.ประมุข เป็นที่โจษจันในวงการมวยมากขึ้น

เป้าหมายแรกในการเป็นนักมวยของบัวขาวในช่วงวัย 20 ปี ต้องการเพียงผลตอบแทนที่คุ้มค่า และอยากสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยอาชีพนี้ไม่ต่างจากนักมวยคนอื่นๆ ส่วนเป้าหมายรองลงมา คือ เขาอยากให้คนในครอบครัวได้เห็นเขาขึ้นชกผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ จึงขยันฝึกซ้อม และรักษาวินัยของการเป็นนักกีฬาอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกครั้งที่ขึ้นชกเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เขาได้แสดงศักยภาพที่มีอยู่

“พอเริ่มมีคนรู้จัก ผมก็ได้โชว์ตัวเรื่อยๆ มีคนเห็นมากขึ้น มีคนดู มีคนจำได้ว่าผลงานการชกของเราเป็นยังไง ก็ทำให้ได้งานอื่นๆ ตามมา ที่ผ่านมา เราไม่ได้ดังด้วยเวทีเดียวหรือการชกเพียงครั้งเดียว จนเปลี่ยนชีวิต แต่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์ เวลา และหลาย ๆ ช่องทางเพื่อทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงขึ้นมาได้” ปลายทางของบัวขาว คือ การเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง แต่ระหว่างทางเขารู้ว่าเขาต้องทำอะไรจึงเตรียมตัวเองให้มุ่งไปสู่โอกาสข้างหน้าอยู่เสมอ

“สำหรับนักมวยอาชีพเรื่องซ้อมเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเลยครับ เพราะนักมวยที่ดีต้องมีวินัย และอยู่ในกฎตลอดเวลา ตารางชีวิตของผม คือ ต้องซ้อมเช้า-เย็นตามตารางที่ค่ายออกแบบไว้ให้ เช้าต้องตื่นมาวิ่ง หลังซ้อมเสร็จพักทานอาหาร พักผ่อน ทานอาหารกลางวัน นอนพัก และช่วง 4 โมงเย็นก็เตรียมตัวกลับมาซ้อมใหม่อีกรอบ ทำอย่างนี้วนไปซ้ำอยู่แค่นี้ ข้อดี คือ ผมมีค่ายคอยบอกทุกอย่างว่าต้องทำอะไรบ้าง ทำให้รู้จักวิธีปฏิบัติตัว ดูแลตัวเอง ถ้าผมไม่มีค่าย และฝึกซ้อมด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านผมคงไม่ทำแบบนี้แน่นอน”

ก้าวใหม่เพื่อการเติบโต

ชีวิตการเป็นนักมวยในสังกัด ป.ประมุข สิ้นสุดเมื่อเขาอายุ 26 ปี บัวขาวเลือกเส้นทางเดินของตัวเองอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจออกมาเป็นนักมวยอิสระ และหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง หลังจากนั้นไม่นาน เขาก่อตั้งค่าย ‘บัญชาเมฆ’ ของตัวเองขึ้นมาที่บ้านเกิด อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสานฝันลำดับต่อไปให้กับตัวเอง

หลังออกจากค่าย อิสระที่ได้มาอาจจะกลายเป็นดาบสองคมถ้าใช้ไม่ถูกทาง แต่ด้วยนิสัยที่ให้ความสำคัญกับวินัย และความใฝ่ดี ทำให้บัวขาวใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองให้เติบโตขึ้น แม้จะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่เขาก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้สูญเปล่า

“ช่วงที่ออกมาแรกๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโตมากเท่าไหร่ และยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเยอะเหมือนกันนะ ยังไม่มีความคิด ไม่มีความฝัน หรือมีสิ่งที่อยากรู้เฉพาะทางเท่าไร เพราะที่ผ่านมาเราซ้อมมวย ใช้ชีวิตในค่ายมวยอย่างเดียวเลย แต่โลกนี้มันมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกเยอะมาก และเราก็เพิ่งมารู้ว่าเราไม่รู้อะไรอีกเยอะ

“พอออกมาแล้วเรามีโอกาสได้ไปศึกษาเรียนรู้ ทั้งเรียนรู้เชิงวิชาการ หรือเรียนจากผู้คนใหม่ๆ ที่ได้เจอ ได้เสพข้อมูลด้านต่างๆ จนมีความรู้มากขึ้น และทำให้เรานำมาคิดมาใช้กับชีวิตตัวเองในวันข้างหน้าได้ ถ้ายังอยู่เหมือนเดิม ผมอาจจะจบอยู่แค่การเป็นนักมวยเท่านั้น สำหรับผมมันมีข้อดีเยอะ เพราะเราได้มีอิสระ มีความคิดของตัวเอง สร้างระบบของตัวเอง สร้างสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมด้วยในแบบที่ตัวเองต้องการได้อีกด้วย” จุดเปลี่ยนในครั้งนั้นจึงทำให้บัวขาวได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และมองไกลไปถึงอนาคตมากขึ้น

“การทำค่ายของตัวเองขึ้นมาทำให้ผมอยากเรียนรู้ และวางแผนให้กับชีวิตของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การทำงาน และการอยู่ในวงการมวยต่อไป ผมอยากอยู่กับสิ่งที่ผมรัก และสร้างมาให้ได้นานๆ ไม่ใช่เลิกชกมวยแล้วอยู่ไม่ได้ ตอนนั้นผมเริ่มคิดแล้วว่าผมอยากอยู่แบบไหนหรือใช้ชีวิตแบบไหนได้บ้าง ผมค้นพบว่าผมอยากทำค่ายมวยที่ให้โอกาสคน ผมตั้งใจที่จะสร้างเยาวชน ไม่ใช่สร้างให้เขาเป็นนักกีฬา แต่ผมอยากให้เด็กๆ และเยาวชนที่อยู่ในละแวกบ้านได้เรียนรู้ชีวิตผ่านมวยไทย อยากให้เขาได้ใช้ประสบการณ์ของตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง และอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้

“ผมอยากให้เด็กๆ เห็นว่าที่นี่ คือ ที่ออกกำลังกาย ไม่ใช่สถานที่ผลิตนักมวย ถ้าเขาลองแล้วชอบ อยากรู้จักอาชีพนี้มากขึ้น เราค่อยแนะนำเขาต่อว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะนักมวยเป็นอาชีพที่เสี่ยง เจ็บ ต้องลงทุน และต้องอดทน ถ้าเขาอยากมุ่งไปทางนั้นเราก็จะพัฒนาเขาต่อ”

ก้าวไปพร้อมกับมิตรภาพ

เส้นทางการเป็นนักมวยของบัวขาวไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เขาเชื่อว่าเพราะการสร้างโอกาส และเดินเข้าหาโอกาสอยู่เสมอ คือ สิ่งที่ทำให้เขายืนระยะอยู่ในวงการมวยได้นาน ที่สำคัญคือ เขายังคงยึดมั่นในวินัย และยังรักในการชกมวยอยู่เสมอ ปัจจุบันบัวขาวในวัย 37 ปีจึงยังมีแรง และพลังในการขับเคลื่อนวงการมวยไทยด้วยวิธีการที่ต่างออกไป

“การชกมวยมันมีอายุขัยของมันอยู่แล้ว มันพูดยากนะว่าจะชกมวยได้ถึงเมื่อไหร่ เพราะร่างกายแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุสามสิบปีโดยประมาณ แต่ถ้าอยากชกมวยให้ได้นานๆ สำหรับผมแล้วการมีวินัย และการดูแลร่างกาย คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องรู้ว่าทำอย่างไรให้ตัวเองอยู่ได้นาน และใช้ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาทำให้เราเติบโตในอาชีพนี้ต่อไปได้”

ตลอดช่วงเวลาที่บัวขาวเติบโตในวงการมวยจนถึงปัจจุบัน เขาได้รู้จักบุคคลที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ที่อยู่เคียงข้างมายาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่อยู่ที่ค่าย ป.ประมุข จนถึงวันที่เขามีค่ายบัญชาเมฆ และบัวขาววิลเลจในทุกวันนี้ นั่นก็คือ คุณเต้-ภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ที่ให้กำลังใจ และช่วยสนับสนุนเขามาโดยตลอด

“ตอนนั้นผมเข้ามาพบพี่เต้เพื่อขอให้สนับสนุนการแข่งขันรายการหนึ่ง พี่เต้ให้โอกาสกับผม ช่วยสนับสนุนให้ผมมีกำลังที่จะขึ้นชกกับนักมวยต่างชาติ หลังจากนั้นผมกับพี่เต้เลยได้รู้จักกันมากขึ้น”  บัวขาวได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างเขากับคุณเต้ ภูริต

ถ้าได้ติดตามอินสตาแกรมของบัวขาวจะเห็นว่า บัวขาวลงภาพที่เขาถ่ายกับคุณเต้อยู่เสมอ คุณเต้มีโอกาสไปซ้อมมวยที่ค่ายบัญชาเมฆ และไปให้กำลังใจบัวขาวขึ้นชกที่ข้างเวทีอยู่บ่อยครั้ง ส่วนบัวขาวเองถ้าว่างจากการชกมวยก็จะไปให้กำลังใจคุณเต้แข่งรถเช่นกัน

ก้าวสู่การเป็นผู้ให้

แม้ว่าช่วงนี้บัวขาวจะห่างหายจากเวทีมวยไปบ้าง แต่ชีวิตเขายังอยู่กับมวยไทยเสมอ เพราะนอกจากค่ายบัญชาเมฆ ปัจจุบันยังมี ‘บัวขาว วิลเลจ’ ซึ่งเป็นอาณาจักรมวยไทยบนพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยไร่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เขาตั้งใจทำให้เป็นที่ฝึกซ้อมมวยไทย ที่พัก และสถานที่เรียนรู้วิถีชีวิตทางธรรมชาติที่ให้ผู้เข้าพักได้เก็บผัก เลี้ยงไก่ ในบรรยากาศดีๆ ซึ่งในตอนนี้กำลังมีแผนที่จะปรับปรุงพื้นที่สำหรับทำโรงเรียนด้วย

“ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่าที่บัวขาววิลเลจจะมีโรงเรียนกีฬา เรากำลังปรึกษากับทีมงานอยู่ว่าจะทำในรูปแบบไหนได้บ้าง ตอนนี้ก็เริ่มทำกันแล้ว เราจะทำพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามาเล่นกีฬามวยไทย เพื่อที่จะได้มีบัวขาวคนต่อๆ ไปได้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำโรงเรียนจริงๆ แต่ถ้าไม่ได้เราอาจจะเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนการฝึกซ้อมกีฬา ตอนนี้กำลังทำเรื่องอยู่ และปรับปรุงสถานที่อยู่”

บัวขาวบอกว่า ทุกวันนี้เขาเห็นวงการมวยเปลี่ยนแปลงไปมาก ในอดีตคนที่จะเข้ามาซ้อมมวยคงมีแต่นักกีฬา แต่ทุกวันนี้มวยไทยเข้าถึงชีวิตคนไทยมากขึ้น มีการนำมวยไทยมาผสมผสานกับการออกกำลังกายที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมโดยเฉพาะชาวต่างชาติหันมาสนใจมวยไทยมากขึ้น  ทำให้เขาเห็นโอกาสในการอนุรักษ์ และพัฒนาวงการมวยไทยให้เป็นที่รู้จักในสายตาของคนทั้งโลกไปอีกนานเท่านาน