สู่นักปิงปองช้างเผือกของโรงเรียน

รุ่งโรจน์ ไทยนิยม พิการตั้งแต่กำเนิด เขาเกิดมาพร้อมแขน และขาที่ลีบกว่าคนอื่นๆ ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อบำบัดฟื้นฟูมาตั้งแต่วัยเด็ก แม้จะไม่เหมือนคนทั่วไป แต่ในที่สุดเขาก็เดิน และทำกิจกรรมต่างๆ ได้ทัดเทียมกับคนทั่วไป

รุ่งโรจน์ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนศึกษาพิเศษ เพราะเขาบอกตัวเองว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปที่สุด เขาเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปเหมือนเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเรียนที่มีความแตกต่างเช่นเขา

“สมัยเรียนมันก็มีบ้างที่โดนล้อว่าเป็นไอ้เป๋ ไอ้ง่อย ผมโดนล้อแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโต แต่ก็ไม่ได้เอาคำพูดเหล่านั้น มาบั่นทอนกำลังใจจนเป็นทุกข์อะไร เพราะที่บ้านผมเขาค่อนข้างสอนให้มองโลกในแง่ดีเสมอ”

รุ่งโรจน์เล่าให้ฟังถึงวัยเด็กที่ต้องเผชิญหน้ากับคำล้อเลียนจากเด็กคนอื่นๆ แต่ในความเลวร้าย เขาก็ได้พบกลุ่มเพื่อนที่มองเห็นตัวตนของเขาจริงๆ โดยไม่ได้สนใจความแตกต่างทางร่างกาย

“ผมเริ่มมีกลุ่มเพื่อนจากการนั่งกินข้าวกลางวัน สมัยก่อนคุณแม่ของผมขายอาหารตามสั่ง เช้ามาเขาก็จะทำปิ่นโตให้เป็นกับข้าวสองอย่าง ซึ่งผมสามารถเอาไปแบ่งกับเพื่อนได้ พอตอนเที่ยงก็มานั่งกินข้าวกับเพื่อนแล้วแลกเปลี่ยนกับข้าวกัน ทุกคนก็จะได้กินหลากหลาย ซึ่งกิจกรรมตรงนี้มันก็ค่อยๆ ก่อให้เกิดเป็นความสนิทสนม กลายมาเป็นเพื่อน และสังคมที่ผมไม่โดนล้อหรือต่อว่า”

การที่ตัวเองไม่แข็งแรงเหมือนคนทั่วไป ทำให้รุ่งโรจน์ต้องหาวิธีพัฒนาร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งการมีกลุ่มเพื่อนสนิทก็ทำให้เขาหากิจกรรมที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายพร้อมๆ ไปกับการได้สนุกกับเพื่อนในเวลาเดียวกัน เช่นการเล่น ‘กีฬา’ ทว่าคงไม่ใช่กีฬาทุกประเภทที่จะเหมาะกับคนที่มีข้อจำกัดเช่นเขา เขาจึงเฟ้นหาจนเจอกีฬาที่เขาคงนึกไม่ถึงว่า ต่อมาจะสร้างชื่อเสียงและเงินทองให้

“ด้วยความที่อยากฟื้นฟูและพัฒนาร่างกายของตัวเอง ผมเลยพยายามมองหากีฬาที่เพื่อนๆ เขาเล่นกัน อย่างฟุตบอลคงไม่เหมาะกับผม โดดหนังยางก็คงไม่ได้ ก็เหลือปิงปองที่มันไม่ต้องใช้ร่างกายหนักมาก ก็เลยเลือกที่จะใช้กีฬานี้ในการฟูมฟักร่างกายมาเรื่อยๆ”

จากจุดประสงค์แรกคือการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ในเวลาต่อมาปิงปองได้กลายมาเป็นความชอบ และความหลงใหลของรุ่งโรจน์ จนเขาใช้มันเป็นเครื่องมือพิเศษที่ทำให้เขาสอบเข้าเรียนโรงเรียนชื่อดังได้

“หลังจากที่เรียนจบชั้นป.6 ผมสมัครไปแข่งคัดเลือกเข้าโครงการช้างเผือก กีฬาปิงปองของโรงเรียนหอวัง ซึ่งเป็นการคัดเลือกที่ต้องแข่งกับคนทั่วไป สุดท้ายผมก็ฝ่าฟันเข้าไปจนได้รับโควตาเข้าเรียนชั้นมัธยมที่นั่น ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่สิ่งที่ผมชอบมันสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผมได้ จากนั้นมาคุณพ่อของผมที่ตอนนั้นกำลังดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเทเบิลเทนนิสของตำรวจ คงเห็นว่าผมชอบกีฬาชนิดนี้มาก เขาก็เลยพาผมไปซ้อมที่สโมสรตำรวจ”

ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้งโรงเรียน และคุณพ่อ ความชอบในการตีปิงปองของรุ่งโรจน์ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นความเอาจริงเอาจัง โดยเมื่อได้มีโอกาสไปฝึกซ้อมกับเหล่ามืออาชีพที่สโมสรตำรวจ ก็ทำให้เขาได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาสิ่งนี้ก็กลายมาเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เขามีฝีมือที่เฉียบคมกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ

“ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของผม คือ ผมได้มีโอกาสซ้อมปิงปองกับคนครบสามสิบสองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะตอนเล่นกับเพื่อนหรือตอนไปซ้อมที่สโมสรตำรวจ ทำให้ผมรู้ว่าสปีดบอลของคนทั่วไปมักจะมีความเร็วมากกว่าผู้พิการ ซึ่งพอผมได้ซักซ้อมในสปีดบอลที่เร็วมาแล้ว มันก็ทำให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ที่เป็นบุคคลทุพพลภาพพอสมควร”

ก้าวแรกสู่สังเวียนระดับชาติ

รุ่งโรจน์ในวัย 15 ปี มีบทบาทในเวลาปกติเป็นนักเรียนทั่วไปเหมือนกับคนที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกัน แต่พอตกเย็นเขามีหน้าที่พิเศษ คือ การเดินทางไปฝึกซ้อมปิงปองที่สโมสรตำรวจทุกวัน จนวันหนึ่งโอกาสในการเล่นให้กับ ‘ทีมชาติไทย’ ก็เดินทางมาหาเขาผ่านการแนะนำจากรุ่นพี่ที่ฝึกซ้อมด้วยกัน

“ระหว่างที่ผมฝึกซ้อมที่สโมสรตำรวจก็ได้เจอกับพี่ๆ หลายคน จนได้เจอพี่คนหนึ่งชื่อพี่มาโนชย์ อรชร เขาเป็นคนแรกที่แนะนำผมให้ไปคัดตัวเป็นนักกีฬาคนพิการทีมชาติ ซึ่งตอนนั้นผมอายุประมาณสิบห้าปี ก็ได้ลองตัดสินใจไปคัดเลือกดู ตอนแข่งจริงต้องเจอกับคู่แข่งที่อายุมากกว่าแทบทุกคน แต่สุดท้ายผมก็เอาชนะการคัดเลือกรอบนั้นจนติดทีมชาติ”

การได้ชื่อว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติตั้งแต่อายุ 15 ปี ถือเป็นเกียรติยศ และเครื่องหมายที่สะท้อนถึงฝีมือ และความมานะของรุ่งโรจน์ได้เป็นอย่างดี สนามแรกในฐานะทีมชาติของเขา คือ การแข่งขันในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในครั้งนั้นเขากลับมาด้วยความพ่ายแพ้แต่เป็นการพ่ายแพ้ที่ ‘สอน’ และ ‘ให้กำลังใจ’ เขาในหลายแง่มุม

“ถึงผมแพ้ ก็แพ้ไม่เยอะ เรียกได้ว่าแต่ละเซ็ตผมสู้ได้สูสี ทำให้ผมไม่เสียกำลังใจ แต่ปลุกไฟให้ผมกลับมาวางแผนพัฒนาตัวเองและฝึกซ้อมต่อด้วยความมุ่งมั่นมากขึ้น ระหว่างนั้นผมก็พยายามออกไปแข่งอยู่ตลอด ทั้งในรายการของนักกีฬาทั่วไป และนักกีฬาผู้พิการ เพื่อคอยหยั่งฝีมือตัวเองว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว”

รุ่งโรจน์ ค่อยๆ เติบโต และสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านสนามแข่งปิงปองหลายรายการ เขาเจอทั้งความพ่ายแพ้ และชัยชนะ จนสั่งสมฝีมือก้าวขึ้นสู่รายการที่ใหญ่ขึ้นได้สำเร็จ และในรายการใหญ่นี้เองที่รุ่งโรจน์คว้าเหรียญทองแรกให้ตัวเอง และประเทศชาติ นั่นคือเหรียญทองปิงปองชายเดี่ยวจากการแข่งขัน ‘อาเซียนพาราเกมส์’ ซึ่งเหรียญทองนี้ นอกจากจะเป็นความภูมิใจแล้ว ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของรุ่งโรจน์ในหลายด้าน

“ตอนผมได้เหรียญทองครั้งแรกจากอาเซียนพาราเกมส์ (ASEAN Para Games) ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2003 ผมดีใจมาก เหมือนมันเป็นการปลดล็อก ซึ่งเหรียญทองนี้นอกจากจะสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมชาติแล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกคนที่โรงเรียนไม่ล้อเลียน หรือเรียกผมว่าไอ้เป๋ ไอ้ง่อย อีกเลย

“นอกจากนี้ ชัยชนะครั้งนั้นยังจุดประกายให้ผมรู้สึกว่าสามารถเอาดีด้านกีฬาชนิดนี้ได้จริงๆ ผมเลยเลือกที่จะดร็อปจากโรงเรียนมาเรียน กศน. เพื่อให้มีเวลาไปเก็บตัวก่อนการแข่งขันในรายการใหญ่ๆ จนสุดท้ายผมก็สามารถคว้าเหรียญทองในเฟสปิกเกมส์ ที่ประเทศมาเลเซีย ในปี 2006 มาได้ด้วย ซึ่งตอนนี้มีการเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็นเอเชียนพาราเกมส์ (Asian Para Games)”

ก้าวต่อเพื่อเป็นที่หนึ่งของโลก

ชัยชนะจากรายการใหญ่ทั้งอาเซียนพาราเกมและเอเชียนพาราเกมส์ไม่ได้ทำให้รุ่งโรจน์หลงใหลไปกับรสชาติของผู้ชนะ แต่มันทำให้เขากล้าที่จะมองไปสู่จุดที่อยู่สูงขึ้น นั่นก็คือ ‘พาราลิมปิก’ ซึ่งเป็นรายการการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“พอได้เหรียญทองระดับภูมิภาคอาเซียน และระดับเอเชียแล้ว ผมก็มองต่อไปถึงระดับโลก คือ พาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งเป็นรายการที่ไม่สามารถสมัครเข้าไปแข่งอย่างเดียวได้ แต่จะต้องเป็นหนึ่งในมือวางอันดับสิบหกของโลกด้วย ทำให้ผมต้องเดินสายไปแข่งตามรายการต่างๆ เพื่อเก็บแต้ม

“ปัญหาในตอนนั้น คือ ผมไม่มีเงิน แต่นับว่าเป็นโชคที่ผมได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง รวมถึงบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่อยู่เคียงข้างผมมาตลอด รับผมเข้ามาทำงานเป็นพนักงานของบริษัทฯ โดยให้ผมเป็นวิทยากรบอกเล่าเรื่องราวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แก่เพื่อนพนักงานสิงห์ด้วยกัน นอกจากนั้นทางสิงห์ก็ยังช่วยเหลือผมในอีกหลายๆด้าน จนทำให้ผมมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น และสามารถหาเงินทุนเพื่อใช้ในการแข่งขันที่ต่างประเทศ จนไต่ขึ้นจนเป็นอันดับที่สิบสามของโลกในที่สุด”

แน่นอนว่ามือวางอันดับที่ 13 ของโลกย่อมได้รับการเชิญเข้าไปแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ นับเป็นก้าวใหญ่ครั้งสำคัญในชีวิตของรุ่งโรจน์ ซึ่งเขาก็ได้อุทิศตัวในหลายเรื่องให้กับการแข่งขันครั้งนี้ เขาดร็อปเรียน และเทหมดหน้าตักเพื่อเหรียญทองในพาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ เมืองปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่สุดท้ายในการแข่งขันครั้งนั้น เขากลับเดินทางไปได้ไม่ถึงฝัน

“ตอนไปแข่ง ผมแพ้ตั้งแต่รอบแรก ต้องกลับมาไทยพร้อมความผิดหวังในตัวเอง หันมามองสิ่งที่เหลืออยู่ ด้านกีฬาก็ไม่รุ่ง การเรียนก็ดร็อปไว้ มันมืดไปหมด ตอนนั้นผมเลยหันไปหาเกมออนไลน์เพื่อหนีจากความเป็นจริง ผมติดมาก เล่นทั้งวันทั้งคืนอยู่หลายเดือน

“ผมอยู่ในความเศร้า และความผิดหวังจนคุณพ่อ และโค้ชต้องทำทุกวิธีเพื่อพาผมกลับไปซ้อม ตอนกลับเข้าสนามวันแรก ผมกลัวมากว่าจะโดนต่อว่าว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ ไม่มีฝีมือ แต่กลับกัน วันนั้นทุกคนกลับต้อนรับผมอย่างดี ทำให้ผมได้เข้าใจว่าความกลัวที่ทำให้ผมไม่กลับฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ มันคือความกลัวที่ผมสร้างขึ้นมาเอง มันไม่ใช่ความจริง”

รุ่งโรจน์หันหลังให้เกมออนไลน์ เขากลับมาซ้อมปิงปอง และลงเรียนมหาวิทยาลัยใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาวางแผนล่วงหน้าถึง 4 ปี เพื่อกลับไปสานความฝันของเขาให้เป็นจริง เขาตั้งเป้าที่จะขยับตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในมือวางอันดับ 4 ของโลก เพราะในตอนนั้นพาราลิมปิกเกมส์มีกฎว่ามือวางอันดับ 1 ถึง 4 ของโลกจะได้สิทธิ์เข้าไปรอในรอบ 8 คนสุดท้าย ไม่ต้องแข่งคัดเลือกในรอบแรก รุ่งโรจน์จึงได้เดินสายเก็บแต้มในรายการต่างๆ จนเลื่อนขึ้นมาเป็นมือวางอันดับที่ 4 ของโลกได้สำเร็จ

พาราลิมปิกเกมส์ปี 2012 ได้จัดขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีนั้นรุ่งโรจน์ได้สิทธิ์เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ทำให้เขามีเวลาในการศึกษาคู่ต่อสู้และปรับตัวมากกว่านักกีฬาคนอื่น จนเมื่อเขาต้องจับไม้ลงแข่งขัน เขาถือคติกับตัวเองว่าไม่ต้องไปหวาดหวั่นชื่อเสียงหรือความสามารถของคู่ต่อสู้ “เราเล่นแบบที่เราซ้อมมา” เขาใช้คตินี้นำทางจนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์เหรียญทองได้สำเร็จ

“ในรอบแปดคนสุดท้าย ผมชนะนักกีฬาจากรัสเซีย จากนั้นก็เอาชนะแชมป์โลกจากเดนมาร์กได้ จนสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องเจอกับนักกีฬาจากประเทศสเปน ในตอนนั้นผมเหมือนเป็นมวยรองที่ไม่มีอะไรจะเสีย มันมาไกลจนผมรู้สึกอิ่มเอมแล้ว ถึงแพ้ผมก็ได้เหรียญ ชนะผมก็ได้เหรียญ ผมจึงเล่นแบบไร้แรงกดดัน ซึ่งการไม่กดดันนี่แหละ คือ สิ่งที่ทำให้ผมเอาชนะนักกีฬาคู่แข่งมาได้สามต่อศูนย์เซ็ต มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก ผมภูมิใจมากที่สามารถคว้าเหรียญทองพาราลิมปิกให้กับประเทศไทย”

รุ่งโรจน์เล่าความหลังครั้งที่คว้าแชมป์พาราลิมปิกด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน แต่เรื่องราวการก้าวสู่แชมป์ กับการปกป้องแชมป์มันเป็นความยากที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เมื่อพาราลิมปิกเกมส์ปี 2016 ที่ริโอ เดอ จาเนโร หรือ 4 ปีต่อมาหลังจากพาราลิมปิกเกมส์ที่ลอนดอน เขาได้เสียตำแหน่งเหรียญทองให้กับนักกีฬาทีมชาติอื่นอย่างน่าเสียดาย

รุ่งโรจน์ในปัจจุบันกำลังรับหน้าที่เป็นคุณพ่อมือใหม่ในวัย 33 ปี มีตำแหน่งเป็นพนักงานของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กำลังก่อร่างความฝันครั้งใหม่ นั่นคือการทวงเอาตำแหน่งแชมป์เทเบิลเทนนิสระดับโลกกลับมาไว้ในมือ

“ผมเคยมีความฝัน คือการได้เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งผมทำสำเร็จไปแล้ว แต่ด้วยความที่มันคือการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกีฬาทั่วโลก ความฝันในปัจจุบันของผมจึงเป็นการทำมันให้ได้อีกครั้ง เพราะอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าผมมีความสามารถจริงๆ ซึ่งฝันครั้งนี้ยากกว่าครั้งก่อนมาก เพราะสมัยก่อนผมเป็นแค่มวยรอง ไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้ผมเต็มไปด้วยความคาดหวังจากคนรอบข้าง มีคู่ต่อสู้มาศึกษา พยายามจะไล่ตามให้ทัน ผมจึงต้องหาวิธีใหม่ๆ ให้เขาจับทางไม่ได้

“ผมเรียนรู้ทุกครั้งจากความพ่ายแพ้ ความผิดพลาดเมื่อปี 2016 สอนผมมาว่า คนที่จะเป็นแชมป์ ต้องซ้อมหนักให้เหมือนยังไม่เคยได้แชมป์”