แม้สะพานฮาแหล่จะจะไม่ได้เกิดจากการตกลงระดับนานาชาติ แต่หมุดหมายปลายทางของสะพานเล็กแห่งนี้ไม่ได้เล็กตามขนาด

ก่อนจะมีสะพานแขวนแห่งนี้ชาวบ้านตำบลห้วยชมพู ตำบลแม่ยาว และตำบลดอยฮาง คงไม่เคยคิดว่า…

สะพานฮาแหล่จะ จะร่นระยะทางข้ามฝั่งแม่น้ำจาก 10 กิโลเมตร ให้เหลือเพียง 120 เมตร

สะพานฮาแหล่จะ จะเปลี่ยนการสัญจรข้ามแม่น้ำกกจากเรือพายที่ต้องเสี่ยงชีวิต ให้ง่ายเพียงเดินเท้าหรือโดยสารรถจักรยานยนต์

สะพานฮาแหล่จะ จะเป็นสายพานสำคัญในการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรของเกษตรกรในชุมชน

สะพานฮาแหล่จะ จะเป็นสะพานรับ-ส่ง คล้ายรถรับ-ส่ง ให้เด็กๆ ในหลายๆ หมู่บ้านได้เดินข้ามไปโรงเรียนที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำ

สะพานฮาแหล่จะ จะเชื่อมคน 2 ชาติพันธุ์ 2 วัฒนธรรมให้มาเฉลิมฉลองประเพณีร่วมกัน ไปมาหาสู่กัน และเป็นมิตรสหายที่คอยเกื้อกูลกันฉันญาติ

สะพานแขวนนี้อยู่คู่กับชาวชุมชนมากว่า 22 ปี ชาวบ้านใช้สะพานไปมาหาสู่กัน ทั้งเด็กๆ ข้ามไปเรียน และไหนเกษตรกรจะขนผักผ่าน นอกจากให้ผลในเชิงรูปธรรม สะพานฮาแหล่จะยังเป็นเส้นทางที่สองวัฒนธรรมประเพณีไหลเวียนอยู่อีกด้วย

เพราะชาวลาหู่มีประเพณีกินวอช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และคนจะหยุดงานให้เครือญาติได้เที่ยวหากัน รวมตัวกันไปเที่ยวหาบ้านนี้ บ้านโน้น และมีการเต้นกันตอนกลางคืน ส่วนชาวกะเหรี่ยงก็จะมีเทศกาลกินข้าวใหม่ตอนเก็บเกี่ยวข้าวหมด ซึ่งปีหนึ่งมีครั้งเดียว และเทศกาลคริสต์มาสที่สองฟากฝั่งต่างเฉลิมฉลองกัน เพราะทั้งชาวลาหู่และกะเหรี่ยงต่างนับถือศาสนาคริสต์ โดยสะพานแห่งนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมประเพณีของสองชุมชน ให้พวกเขาได้และเปลี่ยนวัฒนธรรมและสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน

จากการพูดคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านแคววัวดำ คนที่นี่รู้ดีว่า วิถีชีวิตก่อนและหลังจากที่มีสะพานฮาแหล่จะ ชีวิตของพวกเขาต่างไปอย่างไร

ณ ตอนนั้นสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยมาช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กๆ ในหมู่บ้านได้มีโอกาสเรียนหนังสือ มีโรงเรียนให้ไปเรียน แต่ไม่มีหนทางไปโรงเรียน …นอกเสียจากจะอ้อมไปอีก 10 กิโลเมตร

ทางญี่ปุ่นเห็นถึงความลำบากจึงช่วยสร้างสะพานให้ ทำให้การเดินทางมาโรงเรียนกว่า 10 กิโลเมตร เหลือแค่ 120 เมตรเพียงข้ามฝั่งน้ำกก ทำให้เด็กใน 3 ตำบล อาทิ แม่ยาว ดอยฮาง ห้วยชมพู รวมไปถึงเด็กที่อยู่บนดอย ได้เดินทางมาเรียนสะดวกขึ้น เพราะหากไม่มีสะพานแห่งนี้ พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางนานและเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กๆเหล่านี้ไม่อยากมาเรียนหนังสืออีกด้วย

วันนี้สะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงรายในฐานะหัวใจของชุมชน ตรึงตระหง่านเหนือสายน้ำกก บอกเล่าความสำคัญของตัวมันเองผ่านภาพชาวชาติพันธุ์ทั้งลาหู่และกะเหรี่ยงจาก 3 หมู่บ้านที่ยังคงสัญจรไปมาแม้ในวันสะพานชำรุดทรุดโทรม

เสียงไม้ไผ่ที่ชาวบ้านเคยช่วยกันตีปิดไว้เพื่อซ่อมแซมกันตามประสาและตามอาการ ลั่นร้องบอกเป็นสัญญาณกับผู้ใช้งานในแต่ละวันว่า สุขภาพของสะพานแขวนแห่งนี้ย่ำแย่เต็มที ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนก่อนจะไม่ทันการ

ชาวบ้านที่ใช้สะพานนี้มีอยู่ 3 ตำบล แม่ยาว ดอยฮาง ห้วยชมพู รวมกว่า 300-500 หลังคาเรือน ในแต่ละวันจะมีชาวบ้านที่สัญจรบนสะพานหลักพัน ซึ่งถือว่าสะพานถูกใช้งานค่อนข้างหนักทั้งรถเครื่อง รถเข็น ที่วิ่งผ่านตลอดทั้งวัน ยิ่งช่วงปีที่ผ่านมาสะพานเริ่มชำรุด ผุพังมากขึ้น ชาวบ้านก็ต้องหาไม้มาซ่อมเป็นจุดๆไป เพราะจำเป็นต้องข้ามสะพานนี้ ก่อนหน้าที่ยังไม่มีสะพานชาวบ้านใช้เรือพายแต่ก็เสี่ยงกับอุบัติเหตุ เพราะเคยมีคนจมน้ำตายหลายคนตอนน้ำแห้งมันเดินข้ามได้ แต่ตอนหน้าฝนเราต้องใช้เรือพายซึ่งน้ำแรงมาก

มองด้วยตาก็พอรู้ว่าสะพานนี้ฝืนพิษไข้ไม่ไหวแล้ว ชาวบ้านอาวุโสท่านหนึ่ง ได้เล่าอาการผู้ป่วยชื่อฮาแหล่จะให้ฟังว่า

“ที่มันชำรุด หนึ่ง ตามกาลเวลา เพราะมันโดนแดด โดนฝน โดนลม สอง จากการใช้งานสัญจร คนใช้กันเยอะมาก ไม้ผุ เชือกข้างล่างก็ขาด เคยมีคนตกสะพานด้วย แต่ตั้งแต่ที่ทีมสิงห์อาสาได้เข้ามาช่วยปรับปรุงสะพานครั้งใหญ่เมื่อปี 2558 เกือบๆห้าปีแล้วก็ไม่มีใครตกลงไปอีก แต่เมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมา สะพานก็เริ่มพังอีก ชาวบ้านซ่อมกันเองใช้ไม้ไผ่ ซ่อมไปอย่างนั้นเองเพราะมันจำเป็นต้องใช้ ถ้าวันนี้สิงห์อาสาไม่มาซ่อมให้ ตอนนี้ก็คงจะพังไปแล้ว”

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เครือข่ายสิงห์อาสาได้กลับมาที่นี่ในฐานะคุณหมอ พร้อมด้วยกล่องยาที่บรรจุไม้เนื้อดีมารักษาสะพานฮาแหล่จะที่เปรียบเสมือนเป็นคนไข้ ด้วยความมุ่งหวังเพื่อจะรักษาให้สะพานนี้มีสุขภาพแข็งแรงไปอีกหลายปี

ภาระกิจนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมงานสิงห์อาสาและน้องนักศึกษาเครือข่ายสิงห์อาสา ที่ได้กลับมาบูรณะฟื้นฟูสะพานแขวนแห่งเดียวในเชียงราย ที่เป็นตำนานเชื่อมคนหลากหลายชาติพันธุ์ พร้อมนำพารอยยิ้ม ความสุข และความสัมพันธ์ที่ดีให้กับชาวบ้านอีกครั้ง

ชื่อ “สะพานฮาแหล่จะ” ที่แปลว่า ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งตั้งโดยนายโมโตยุกิ ซาไก และเหล่าชาวบ้าน เมื่อ 22 ปีที่แล้วในวันแรกของการเปิดใช้งาน ไม่แน่อาจจะเป็นเพราะใครสักคนในนั้นมองเห็นอนาคตในวันนี้ก็เป็นได้…